Google
 

Saturday, April 3, 2010

พระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาว ไทยทุกคน

วันหนึ่งไปเดินเล่นแถวถนน หน้าพระลาน สะดุดตาหนังสือเล่มหนึ่ง หน้าปกเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ องค์ในหลวง ทรงดนตรี หนังสือชื่อ เพลงยาวสรรเสริญพระเกียรติ พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประพันธ์โดย คุณ เกื้อ นคร ถามซื้อมาในราคา ๑๘๐ บาท เป็นหนังสือที่พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ผ่านเวลามา ๓๘ ปีแล้ว เป็นหนังสือที่มีคุณค่ามาก ผู้เขียนได้ถ่ายทอดออกมาเป็นในรูปแบบร้อยกรองหรือที่เรียกว่าเพลง ยาว หรือกลอนแปด ซึ่งเป็นบทกวี แบบหนึ่งของไทยเรา เสนอเรื่อง ราวเกี่ยวกับพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจ และได้ถอดกระแสพระราชดำรัสและพระราชนิพนธ์ ออกมาในรูปแบบกลอนด้วย

เนื้อหาในหนังสือผู้เขียนได้บันทึกตั้งแต่พระองค์ทรง พระราชสมภพ จวบจนพระองค์ทรงพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ พระองค์ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราช สมบัติเป็นเวลา ๒๕ ปี เมื่อได้อ่านหนังสือแล้วยิ่งมีความรู้สึกอยากให้ คนไทยทุกคนรัก สามัคคี เพื่อในหลวง มีบทกลอนบทหนึ่งในหนังสือเล่มนี้อยาก ให้ได้อ่านกัน ความว่า...

บทกลอนหน้าที่ ๒๖ กล่าวถึงตอนที่พระองค์เสด็จประทับ ณ สวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาต่อ

ให้ไปเฝ้ายังสวิสพระจิตจง จักใคร่ทรง ทราบเรื่องทางเมืองไทย

และเพื่อทรงซักถามความเป็นอยู่ ของมวลหมู่ผู้คนชนส่วนใหญ่

ว่ามีทุกสุขขันติ์กันอย่างไร ทรง ห่วงใยในอาณาประชาชน

อยู่ในพระหฤทัยให้เป็นนิจ ทรง ครุ่นคิดให้ประชาสถาผล

โดยได้เสพความสุขกันทุกคน ไม่ยาก จนพ้นทุกข์ยุคพระองค์

...................................................................................สมเด็จพระ เจ้าแผ่นดินปิ่นพารา ทรงตรัสวาจาถามความเป็นไป

ของราชการบ้านเมืองเรื่องทุกสิ่ ละเอียด ยิ่งสิ่งพระองค์ทรงสงสัย

ถึงปวงชนพลเมืองเนื่องบัดนี้ เหตุการณ์ มียุ่งยากมากประสบ

“ตัวเราก็อยู่ไกลมิได้พบ จะเซา ซบสบทุกข์สุขอย่างไร

ก็ได้แต่ไต่ถาม ด้วยความห่วง บรรดาปวงชนแท้สุดแก้ไข”

.............................................................................................................................................

พอรถแล่นออกไปได้สักหน่อย พียง ๒๐๐ เมตร เราเฝ้าฉงน

มีหญิงคนหนึ่งขวางทางไว้จน รถต้อง หยุดกลางถนนหญิงคนนั้น

ส่งกระป๋องให้เราคนละใบ ไม่ แน่ใจมีอะไรข้างในนั่น

อาจจะเป็นลูกระเบิดครั้นเปิดพลั เป็น ท๊อฟฟี่หวานมันอร่อยดี

ตามถนนผู้คนดูล้นหลาก เห็น มามากมายจริงยิ่งตรงที่

ถนนราชดำเนินกลางช่างมากมี เข้ามา ใกล้รถพระที่นั่งจนชิด

กลัวเหลือเกินว่ารถยนต์จะไป ทับ เอาแข้งขาใครเพราะใกล้หวิด

รถแล่นฝ่าฝูงชนพ้นทีละนิด บาง ครั้งติดต้องช้าพาประวิง

จนถึงวัดเบญจมบพิตร รถ ไม่ติดค่อยเร่งเบ่งเครื่องวิ่ง

ได้ยินใครคนหนึ่งร้องก้องจริงจริง ว่า”อย่า ทิ้งประชาชน”

จนตัวเราอยากจะลงรถร้องบอก เขาว่ “ ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า

แล้วตัวของข้าจะทิ้งเขา- กระไรได้................

......................................................................................................................................

“เมื่อขึ้นบนเครื่องบินยังซาบซึ้ง มอง เห็นราษฎรซึ่งมาส่งกัน

ได้ยินเสียงไชโยโห่กระฉ่อน เขา อวยพรให้พรสะท้อนลั่น

พอ ๑๒ นาฬิกาเวลาบอก เราก็ออกเดินทางพลางบินร่อน

มาวนอยู่เหนือพระมหานคร สาม รอบก่อนที่จะพรากจากไปไกล

ยังมองเห็นประชาชนคนแน่นเนือง แหงน ดูเครื่องบินนำเราลำใหญ่

แลสลอนเบื้องล่างต่างห่วงใย ทั่ว ถนน – ทุกสายในพระนคร”

อ่านบทกลอนด้านบนแล้ว ยังเชื่อว่าหัวใจคนไทย ในพ.ศ.ณ ปัจจจุบัน จงรักภักดี และเทิดทูน องค์ในหลวง ไม่ต่างกับคนในยุคสมัยก่อน เราคนไทยทุกคนเป็นประชาชนของพระองค์ พระองค์ทรงทำเพื่อประชาชนมามากมาย และการทำ ความ ดี ตอบแทนพระคุณพ่อของแผ่นดิน มันคงไม่ยากเกินไปที่จะทำ..............

บทกลอนในหน้า ๔๐๗ ได้กล่าวถึงพระราชกรณียกิจพระ ราชทานปริญญามหาวิทยาลัย และทรงเสด็จดนตรีทุกปีจนทั่วทุกสถาบัน เพื่อกล่อมเกลาเหล่านิสิตให้จิตใจ มุ่งแต่ในทางดี สร้างสรรค์ชาติ ในบางครั้งนิสิตนักศึกษา บางสถาบันทำเรื่องให้เกิดแตกสามัคคี เมื่อเสด็จทรงดนตรีทางมีพระประสงค์ระงับเหตุมี พระบรมราโชวาท พระราชทาน เพื่อสามัคคี ดังเดิม ความว่า.......

ทรงชี้โทษที่กระทำย่ำศักดิ์ศรี ของ การแตกสามัคคีที่จะเริ่ม

เพราะการทำร้ายกันขั้นซ้ำเดิม อย่าง ฮึกเหิมให้เห็นเป็นผลร้าย

เป็นคนดุจด้อยด้านการศึกษา ให้ อุตส่าห์กลับตัวอย่ามัวสาย

ส่วนผู้ที่ทำชั่วเหมือนตัวตาย จง กลับกายกระทำแต่กรรมดี

เอาความดีชนะชั่วตัวจะรอด ไม่ ม้วยมอดปลอดทุกข์เป็นสุขศรี

ส่วนบางกลุ่มกระทำกรรมไว้มี ให้ เป็นที่มัวหมองตัวของตน

จงรับผิดทั่วหน้าสารภาพ ก้ม ลงกราบขออภัยในสุสนธิ์

คงได้รับความเห็นใจในทุกคน ก็อาจ พ้นความผิดคิดพลาดมา

เร่งกระทำความดีมีกระเดื่อง จะ เป็นเรื่องลบล้างผิดข้างหน้า

พระราชดำรัสจอมพงศ์องค์ราชา ทรงอุ ส่าห์สอนสั่งอย่างเยือกเย็น

ดุจดังแบบพระบิดรสั่งสอนลูก ความ ผิดถูกที่กระทำย้ำให้เห็น

เมื่อลูกชั่วตัวบิดรร้อนลำเค็ญ ด้วย ยังเอ็นดูลูกรักผูกพัน

..................................................................................

อ่านหนังสือเล่มนี้จบ สิ่งที่ได้คือ ทำให้รู้ว่า พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจหลาย ด้านหลายประการเหลือเกินในฐานะพระประมุขของประเทศ อย่างไม่ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยากพระวรกายและพระราชหฤทัย หนังสือเล่มนี้บันทึกถึงในปี ๒๕๑๔ เป็นปีที่ทรงครองราชย์ครบ ๒๕ ปี ในหนังสือกล่าวถึงพระราชกรณียกิจมากมาย แล้วจากวันนั้นจวบจนถึง ปี พ.ศ.๒๕๕๓ นี้ล่ะ พระองค์ทรงทำเพื่อคนไทย เพื่อประชาชนมายาวนาน หามีสิ่งใดในโลกนี้เทียบเทียมพระองค์ได้ พ่อของแผ่นดินไทย

ด้วยแรงมั่นกตัญญูองค์ภูธร ของ วิงวอนความหวังตั้งจำนง

เกิดชาติใดขอให้ได้เป็นไทยชาติ ร่วม พระศาสนาพุทธสุดประสงค์

ร่วมปฐพีศรีสยามตามเผ่าพงศ์ ร่วม ไตรรงค์ร่วมราชา –ราชินี

ร่วมเอกราชชาติไทยให้ยืนหยัด ร่วม กรุงรัตนโกสินทร์บุรินทร์ศรี

ร่วมรองบาทราชวงศ์พงศ์จักรี ร่วมเสรีอิสระเพื่อชาติไทย

รักในหลวง และจะทำดีเพื่อพ่อตราบชีวิตจะหาไม่

No comments: